Warning: fopen(http://finance.yahoo.com/d/quotes.csv?f=l1d1t1&s=USDTHB=X) [function.fopen]: failed to open stream: HTTP request failed! HTTP/1.0 403 Forbidden in /var/www/vhosts/ecoshop.in.th/httpdocs/wp-content/themes/ecoshop v.3/header.php on line 16
ECOSHOP common | ECO story
Home > About Us > ECO story

ECOSHOP Story

เรื่องราวดีๆที่เราอยากให้คุณได้รู้ เกี่ยวกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ปัจจุบันมุนษย์เริ่มห็นความสำคัญของผลกระทบจากอุตสาหกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมบนโลก จึงได้มีการตั้งกฎเกณฑ์มากมายมาบังคับใช้กับผู้ผลิตภัณฑ์ เช่น ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบในการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ หลัง หมดอายุการใช้งานจากผู้บริโภค การห้ามใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตชิ้นส่วนและการ ประกอบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ข้อบังคับต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอดได้ ดังนั้นเมื่อผู้ผลิต ต้องการสินค้าตัวหนึ่งออกมาสู่ตลาด จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการผลิตสินค้าตัวนั้นตั้งแต่การ ออกแบบ การผลิต จนถึงการใช้งานจนหมดอายุของผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร

การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมโดยพิจารณาผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตของมันตั้งแต่การสกัดแยกวัตถุดิบจากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำไปใช้ในการผลิตจนถึงการทิ้งซากผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้รวมถึงการปลดปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษ การใช้ทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และการใช้พลังงานที่เกินความจำเป็น

ภาพที่ 1 วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป

ภาพที่ 1 วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์โดยทั่วไป

วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์จากภาพที่ 1 สามารถแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอนดังนี้

  1. ก่อนการผลิต (Premanufacture) เป็นการเตรียมชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์
  2. การผลิต (Manufacture) ซึ่งนับทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบเข้ามายังโรงงานจนถึงผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมสำหรับการบรรจุหีบห่อ
  3. การบรรจุหีบห่อและการกระจายสินค้า (Packing and Distribution) ผลิตภัณฑ์จะถูกบรรจุหีบห่อสำหรับการขนส่งและการซื้อขายและส่งไปยังผู้บริโภค
  4. การใช้งานและการบำรุงรักษา (Use and Maintenance) ซึ่งนับตั้งแต่ผู้บริโภครับสินค้าจนถึงผู้บริโภคทิ้งสินค้า ช่วงเวลานี้จะรวมการซ่อมบำรุงที่ผู้บริโภคยังครอบครองสินค้านี้อยู่
  5. หลังหมดอายุการใช้งาน (End of Life) ผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปรีไซเคิล นำมาผลิตใหม่ หรือถูกฝังกลบ หรือเผาทิ้ง
ภาพที่ 2 แสดงการแบ่งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

ภาพที่ 2 แสดงการแบ่งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายๆ ส่วนที่ต้องพิจารณาในการออกแบบในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนที่ต้องพิจารณาอื่นๆ ในการออกแบบได้แก่ ความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ (product economics) ความต้องการของลูกค้า (customer requirements) ความสามารถในการผลิต (manufacturability) และทำงานที่ต้องการของผลิตภัณฑ์ (required product
functions) ภาพที่ 3 แสดงสิ่งที่ควรพิจารณาในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ภาพที่ 3 สิ่งที่ควรพิจารณาในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ภาพที่ 3 สิ่งที่ควรพิจารณาในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันในยุโรปได้มีการบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ กับผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตรับผิดชอบในการกำจัดทิ้งหรือการีไซเคิลเมื่อผลิตภัณฑ์ของตนเองหมดอายุการใช้งาน ปัจจุบันจึงมีผู้ผลิตบางส่วนที่เริ่มนำเทคนิคการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เนื่องจากเล็งเห็นผลประโยชน์ต่างๆ ดังนี้

  1. การออกแบบที่ดีขึ้น เช่นการออกแบบผลิตภัณฑ์ในรุ่นต่างๆ ที่ประกอบขึ้นจากชุดประกอบย่อย (subassembly) ที่ใช้วัสดุประเภทเดียวกันหรือแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ทำให้สามารถถอดกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อผลิตภัณฑ์เก่าหมดอายุ ทำให้ลดของเสียและประหยัดต้นทุนได้
  2. ลดค่าใช้จ่ายและเวลาการผลิตสินค้าออกสู่ตลาด เช่นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการใช้วัสดุอัตราย ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการขออนุญาตใช้วัสดุอันตรายและยังลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัสดุอันตรายเหล่านี้ภายหลังการใช้งานเสร็จสิ้น
  3. ยกระดับบริษัทในตลาด ผู้ผลิตสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดหรือเปิดตลาดใหม่ได้ง่ายโดยการติดคำว่า “สีเขียว” ที่ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  4. ลดความกังวลเกี่ยวกับกฎข้อบังคับต่างๆ เนื่องจากการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทำให้ทราบแหล่งกำเนิดมลพิษและของเสียที่เกิดขึ้นในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ จึงมักออกแบบเพื่อป้องกันสิ่งเหล่านี้ไว้แล้ว ดังนั้กฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่จะออกมาในอนาคตจึงไม่มีผลกระทบกับผู้ผลิตมากนัก
  5. ลดความรับผิดชอบในอนาคต ถ้าผู้ผลิตลดการใช้วัสดุเป็นพิษและใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ ผู้ผลิตสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องกำจัดซากผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้จ่ายในการบำบัดดินและน้ำเสียได้
  6. การปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมนอกจากจะทำให้บริษัทประหยัดแล้ว ยังทำให้บริษัทช่วยลดปัญญหาด้านมลาวะของโลกเช่น การทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ การทำให้โลกร้อนขึ้น การสร้างมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ตัวอย่างความสำเร็จในการใช้การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

  1. บริษัท Xerox ได้ออกแบบเครื่องถ่ายเอกสารระบบดิจิตอลรุ่นใหม่สามารถถอดส่วนประกอบย่อยต่างๆ ได้ง่าย ตัวลูกกลิ้งหลอม (fuser roll) แต่เดิมเป็นชิ้นส่วนที่ใช้แล้วทิ้งก็เปลี่ยนมาใช้วัสดุผสมระหว่างอะลูมิเนียมกับเหล็กแทนทำให้สามารถนำกลับมาเคลือบผิวและใช้ใหม่ได้อีกหลายครั้ง บริษัทได้ออกแบบเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นนี้ให้สามารถนำชิ้นส่วนบางชิ้นกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล และนำมาผลิตใหม่เมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุการใช้งานจากผู้บริโภค ซึ่งทำให้บริษัทประหยัดเงินได้หลายร้อยล้านดอลล่าร์
  2. บริษัท Hewlett Packard ได้ออกแบบเครื่องพิมพ์อิงเจ็ท รุ่น 850 โดยใช้หลักการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้กรอบตัวเครื่องทำจากพลาสติกรีไซเคิลจากโทรศัพท์ ออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ เป็นชุดประกอบย่อย (module) และใช้กรูให้น้อยที่สุดเพื่อให้ง่ายต่อการถอดซ่อมหรือรีไซเคิล ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 กรัมจะระบุชนิดของพลาสติกไว้ ส่วนประกอบอื่นๆ จะผลิตโดยให้ผนังบางที่สุดเพื่อลดการใช้วัสดุ และยังได้ใส่ระบบประหยัดพลังงาน (sleep mode) ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้ 50%
  3. บริษัท IBM Corporationได้ออกแบบคอมพิวเตอร์รุ่น AS/400 Advanced Series โดยใส่รหัสบอกชนิดพลาสติกรวมถึงใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ลดการเติมสีหรือติดฉลากเพื่อให้รีไซเคิลได้ง่าย นอกจากนี้ยังใช้วิธีการติดแผ่นโฟมกันเสียงวิธีใหม่แทนการใช้กาว (ภาพที่ 4) เพื่อให้สามารถถอดได้ง่ายอีกด้วย
    ภาพที่ 4 การติดแผ่นโฟมกันเสียงโดยการใช้เดือยลูกศรแทนการใช้กาว[2]

    ภาพที่ 4 การติดแผ่นโฟมกันเสียงโดยการใช้เดือยลูกศรแทนการใช้กาว[2]

    ภาพที่ 5 การออกแบบเป็นชุดประกอบย่อยและลดการใช้สกรูของเครื่องคอมพิวเตอร์[2]

    ภาพที่ 5 การออกแบบเป็นชุดประกอบย่อยและลดการใช้สกรูของเครื่องคอมพิวเตอร์[2]

  4. บริษัท DELL ได้ออกแบบคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยชุดประกอบย่อย (module)เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อม การอัพเกรด และการถอดประกอบเมื่อหมดอายุการใช้งาน ฝากกล่องซีพียูสามารถถอดออกได้โดยการกดปุ่มปลดล็อคเท่านั้นไม่ต้องใช้เครื่องมือไขสกรูและลดการใช้สกรูโดยใช้ระบบยึดที่ใช้งานได้ง่ายเพียงแค่ยกก้านล็อค

ยังมีอีกหลายบริษัทที่ใช้การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมเช่น บริษัท BMW and Volkswagen ได้ศึกษาการถอดประกอบและการรีไซเคิลวัสดุในรถยนต์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และได้ตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างรถยนต์ด้วยชิ้นส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลได้ให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ บริษัท Sun Microsystems, Inc. มีรูปแบบการถอดประกอบชิ้นส่วนที่ง่ายหลากหลายรูปแบบ และใช้พลาสติกรีไซเคิลในการผลิตภัณฑ์และยังได้จำกัดโลหะหนักออกจากพลาสติก บรรจุภัณฑ์ หมึกในการพิมพ์คู่มือของผลิตภัณฑ์ บริษัท General Motors Corp. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแทนเนสซีพัฒนาโปรแกรมเพื่อติดตามการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชิ้นส่วนทุกชิ้นในรถยนต์ตลอดช่วงอายุการใช้งานโปรแกรมนี้จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงการออกแบบเพื่อทำให้ชิ้นส่วนง่ายต่อการรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม

การออกแบบเพื่อสื่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต ดังนั้นเราจึงควรเตรียมตัวศึกษาและเรียนรู้ไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือกับกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ จากกลุ่มประเทศพัฒนาเพือ่ให้อุตสาหกรรมการผลิตของเราสามารถยืนหยัดและแข่งขันในตลาดโลกได้ใช้ใหม่

เอกสารอ้างอิง

  1. http://www.moea.state.mn.us/berc/dfetoolkit.cfm
  2. http://www.moea.state.mn.us/berc/dfe-examples.cfm

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญาโดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอมเรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียนโดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่่่่่๋่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา

Copyright ©2017 EcoShop by TopPipat. All rights reserved.