Home > About Us > ECO story

ECOSHOP Story

Good story we would love to share with you. (all in Thai)

การออกแบบ + สิ่งแวดล้อม

ความบางส่วนจากหนังสือ “การออกแบบ + สิ่งแวดล้อม” a global guide to designing greener goods ;

ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (XCEP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

นักออกแบบเป็นผู้ที่สร้างตัวประสานระหว่างผู้บริโภคกับเทคโนโลยีซึ่งอยู่ภายใต้เปลือกหรือผิวหน้าของผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้น ดังนั้นความสามารถของนักออกแบบในการแสดงบทบาทของการ
เป็นแชมเปี้ยนด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาชีพอื่นๆ

คำศัพท์ที่เป็นการนิยามหรืออ้างถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิงสิ่งแวดล้อม แสดงดังข้างล่าง

    • การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Design for environment)
    • การออกแบบเชิงนิเวศวิทยา (Ecological design)
    • การออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental design)
    • การออกแบบที่มุ่งสู่สิ่งแวดล้อม (Environmentally oriented design)
    • การออกแบบที่มุ่งเชิงนิเวศวิทยา (Ecologially oriented design)
    • การออกแบบที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally responsible design)
    • การออกแบบที่ตอบสนองต่อสังคม (Socially responsible design)
    • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable product design)
    • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable product development)
    • การออกแบบสีเขียว (Green design)
    • การออกแบบวัฏจักรชีวิต (Life-cycle design)
    • การลดวัสดุ (Dematerialisation)
    • ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency)
    • การออกแบบเชิงชีวภาพ (Biodesign)

รายการคำศัพท์เหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามสาขาที่พัฒนาไป

คำศัพท์หรือศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง? การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมคืออะไร? และมันอยู่ที่ใดในคำอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม? มันแตกต่างกับคำว่าการออกแบบสีเขียว
(Green design) การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ecodesign) และการออกแบบอย่างยั่งยืน (sustainable design) หรือไม่?
คำตอบของคำถามเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ถาม อย่างไรก็ตามเป้าหมายสุดท้ายหรือจุดสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับคำต่างๆ ดังกล่าวก็ยังคงเหมือนกัน นั่นคือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิง
สิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางตรงและทางอ้อมให้มีน้อยที่สุดในทุกๆ โอกาสเท่าที่จะเป็นไปได้

ขั้นที่ 1
การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มากที่สุดก็คือ การประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งสำหรับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือการบริการ
วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการประเมินทางสิ่งแวดล้อมคือ เพื่อระบุส่วนที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาผลกระทบเหล่านี้ตลอดกระบวนการออกแบบได

ขั้นที่ 2
การวิจัยตลาด

ข้อมูลผลิตภัณฑ์
    • รายละเอียดกว้างๆ ของผลิตภัณฑ์ หน้าที่และส่วนประกอบที่สำคัญของมัน และรายละเอียดกว้างๆ ของการออกแบบที่สำคัญและลักษณะของการผลิต
    • ประวัติของผลิตภัณฑ์ละการพัฒนาของมันในช่วงเวลาที่ผ่านมา
    • การผลิตและแหล่งของส่วนประกอบทั้งหมด
    • รายชื่อวัสดุทั้งหมดที่ใช้ในผลิตภัณฑ์
    • รายชื่อกระบวนการผลิต เป็นต้น
ข้อมูลการบริการและการซ่อมแซม
    • รูปแบบปัจจุบันของการกำจัดผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน
ข้อมูลการตลาด
    • ลักษณะที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ (เช่น หน้าที่การใช้งาน ความสวยงาม คุณภาพ และราคา) ซึ่งพิจารณาว่าจะมีความสำคัญต่อการขายทางการตลาด
    • ขนาดของตลาดในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มและการคาดการณ์ในอนาคต
    • ธรรมชาติของตลาด ได้แก่ ลูกค้า กลุ่มเฉพาะ การแข่งขัน
    • ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตลาดและตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ราคา ข้อกำหนดและมาตรฐาน ความสนใจของผู้บริโภค
    • ประเด็นต่างๆ ทางสิ่งแวดล้อมที่ระบุอยู่ภายในตลาด
    • การประกาศหรือโฆษณาของคู่แข่งที่เกี่ยวกับคุณภาพทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน
ข้อมูลด้านการแข่งขันของผลิตภัณฑ์
    • ประวัติ
    • แนวโน้มการพัฒนา โดยเฉพาะแนวโน้มของลักษณะทางสิ่งแวดล้อม
    • การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์
ข้อมูลด้านบริษัท ทรัพยากร และความสามารถ
    • เค้าโครงย่อของบริษัท
    • นโยบายทางสิ่งแวดล้อมของบริษัท หรือประวัติของกิจกรรมหรือความห่วงใยทางสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลด้านแรงผลักดันหรือศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์
    • ประเด็นทางสิ่งแวดล้อม
    • วัสดุใหม่
    • เทคโนโลยีใหม่
    • ความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้า หรือกลุ่มตลาดเฉพาะ

ก่อนที่จะเริ่มการบวนการออกแบบจริงๆ นักออกแบบจำเป็นจะต้องทำการวิจัยภูมิหลังของผลิตภัณฑ์ คู่แข่งของมัน การพัฒนาต่างๆ ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ความกดดันใดๆ สำหรับการเปลี่ยน
แปลง และตลาดโดยทั่วไป การวิจัยนี้จะช่วยให้เข้าใจความต้องการของตลาด และเพื่อค้นหาความคิดหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจนำมาใช้ในระหว่างกระบวนการออกแบบได้

ขั้นที่ 3
การดำเนินงานเชิงปฏิบัตการด้านความคิด

การทำงานเชิงปฏิบัติการสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์และกลยุทธ์ต่างๆ โดยกลุ่มคนที่จัดไว้ประมาณ 8-15 คน ถือเป็นจำนวนที่เหมาะสมในการกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายระหว่าง
กันภายในกลุ่มได้ทุกคน โดยควรจัดกลุ่มคนให้มีความหลากหลายในด้านของทักษะและมุมมอง และจะเป็นประโยชน์มากหากรวมผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในผลิตภัณฑ์นั้นๆ เข้าไปด้วย

ขั้นที่ 4
การเลือกกลยุทธ์ทางการออกแบบ

ตามพื้นฐานของข้อมูลทั้งหมดนี้ อันได้แก่ การประเมินทางสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทั่วไป และการทบทวนการทำงานเชิงปฏิบัติการนั้น กลยุทธ์ทางการออกแบบสามารถถูกเลือเพื่อ
เป็นข้อสรุปสำหรับจุดเริ่มต้นของการออกแบบ โดยกลยุทธ์เหล่านี้อาจประกอบด้วย

    • การเลือกวัสดุที่ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่ำ
    • หลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นพิษหรือเป็นอันตราย
    • การเลือกกระวยนการผลิตที่สะอาดกว่า
    • ผลิตและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    • ใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    • การออกแบบเพื่อการลดของเสียให้ต่ำสุด

ขั้นที่ 5
กระบวนการออกแบบจริงๆจะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่างๆ ซึงประกอบด้วย

    • การเตรียมหลักการ
    • รายละเอียดการออกแบบ
    • การผลิตต้นแบบ
    • การทดสอบ
    • การออกแบบขั้นสุดท้าย

หลังจากเสร็จสิ้นในแต่ละขั้นตอนแล้ว ทีมออกแบบจำเป็นจะต้องประเมินความก้าวหน้าและตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร กระบวนการนี้จะรวมการประเมินในส่วนของจุดเริ่มต้นการออกแบบ
ซึ่งประกอบด้วยความต้องการทางศักยภาพ วัตถุประสงค์ทางสิ่งแวดล้อม ประเด็นการผลิตและต้นทุน

การออกแบบเพื่อลดปริมาณของเสียให้ต่ำสุด

กลยุทธ์การออกแบบสำหรับการลดแหล่งกำเนิด
    • ลดความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ลง นั่นคือกำจัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป
    • ใช้ปริมาณวัสดุที่ต้องการให้น้อยที่สุดเพื่อสนองความต้องการทางศักยภาพ
    • หลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น
    • ใช้วัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา
กลยุทธ์การออกแบบสำหรับการยืดอายุผลิตภัณฑ์
    • ระบุและกำจัดจุดอ่อนในกาออกแบบโดยเฉพาะในส่วนของการปฏิบัติ (โดยวิธีการต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบและความบกพร่อง (Failure mode and effect analysis, FMEA)
      สามารถช่วยกระบวนการนี้ได้)
    • ควรแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบเพื่อรองรับทั้งการใช้งานที่ถูกวิธีและการใช้งานที่ไม่ถูกวิธีของผู้ใช้งาน
    • ออกแบบเพื่อให้เจ้าของสามารถดูแลและซ่อมแซมได้ง่าย
    • พิจารณาการออกแบบในแบบดั้งเดิม หรือวิธีการอื่นที่จะกระตุ้นผู้บริโภคให้อยากที่จะรักษาผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น
กลยุทธ์การออกแบบสำหรับถ้วยชามและบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้
    • ควรแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงเพียงพอที่สามารถทนต่อการเก็บ การขนย้าย การล้าง และการเติมซ้ำๆ ได้
    • ควรแน่ใจว่ากระบวนการทำความสะอาด ตรงตามมาตรฐานสำหรับอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว
    • ใช้ฉลากที่หล่อจากแม่พิมพ์แทนฉลากกระดาษและฉลากพลาสติก (ซึ่งสามารถล้างออกหรือหลุดออกโดยบังเอิญ)
    • ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายๆ ทาง เช่น
      • สำหรับนำกลับไปยังผู้ผลิตเพื่อเติมใหม่
      • สำหรับนำกลับไปยังผู้ค้าปลีกเพื่อเติมใหม่
      • สำหรับนำกลับมาใช้ใหม่ได้เองในครัวเรือน
กลยุทธ์การออกแบบสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ซ้ำ

การออกแบบสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์ซ้ำ คล้ายคลึงกับการออกแบบสำหรับการรีไซเคิล หลักการต่อไปนี้ควรนำไปปฏิบัติตาม เมื่อต้องทำการพิจารณาการออกแบบสำหรับการผลิตซ้ำที่เป็นไปได้
โดยผลิตภัณฑ์นั้น

    • ควร ‘มีความสมบูรณ์’ (กล่าวคือ ไม่อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในแง่ของการออกแบบหรือวัสดุที่ใช้) และผลิตที่เหมากับการนำไปผลิตซ้ำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงการออกแบบซ้ำในแต่ละปี
    • ต้องมีมาตรฐานและทำด้วยส่วนที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้
    • ต้องสามารถถอดชิ้นส่วนได้
    • ต้องมีส่วนที่สามารถซ่อมแซม ตกแต่งใหม่หรือใช้วัสดุอื่นแทนได้อย่างประหยัด เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตซ้ำในขั้นสุดท้าย สามาถทำให้มีศักยภาพแบบเดิมได้ใหม่
    • ต้องมี ‘แกนหลัก (core)’ ซึ่งรักษาคุณค่าไว้เพียงพอในการนำไปผลิตซ้ำ
กลยุทธ์การออกแบบสำหรับการรีไซเคิลวัสดุ
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซับซ้อน
สำหรับบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุชนิดเดียว หลักการสำคัญอยู่ที่
    • เลือกวัสดุที่นำไปรีไซเคิลได้ง่าย (เช่น PET, HDPE, กระดาษแข็ง และโลหะ)
    • ควรแน่ใจว่าวัสดุที่ใช้สำหรับทำฉลาก กาว และฝาปิดนั้นเข้ากันได้กับวัสดุเดิม (หรือสามารถนำออกได้ในกระบวนการรีไซเคิล)
การถอดชิ้นส่วนและการรีไซเคิล
    • ลดความหลากหลายของวัสดุให้เหลือน้อยที่สุด
    • ใช้วัสดุที่เข้ากันได้
    • เจาะจงใช้วัสดุที่มีเนื้อวัสดุรีไซเคิล
    • รวมส่วนต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว
    • ลดจำนวนการประกอบชิ้นส่วน
    • ทำให้ข้อต่อและอินเตอร์เฟสต่างๆ ไม่ซับซ้อนและเป็นมาตรฐาน
    • ระบุจุดการแยกระหว่างส่วนต่างๆ
    • ใช้กาวที่ละลายน้ำได้ในทุกที่ที่เป็นไปได้
    • ทำเครื่องหมายวัสดุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแยก
กลยุทธ์การออกแบบเพื่อการบริโภคต่ำสุด
    • ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้วัสดุนอกเหนืออื่นๆ น้อยที่สุด (เช่น ออกแบบเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์ให้ใช้ได้สองฟังก์ชั่นในเครื่องเดียว)
    • ให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ต่อผู้บริโภคว่าเมื่อใดที่ต้องเปลี่ยนวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้งานร่วมกันเพื่อลดการสูญเสีย
    • ตรวจสอบว่าสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ สามารถทดแทนด้วยอุปกรณ์ที่สามารถใช้ซ้ำอื่นๆ ได้หรือไม่ (เช่น ตลับหมึกพิมพ์ แผ่นกรองในเครื่องดูดฝุ่น)
กลยุทธ์การออกแบบสำหรับการลดผลกระทบการกำจัดทิ้งของเสียให้ต่ำสุด
    • ใช้วัสดุที่สามารถสลายตัวได้ ถ้ามีความเหมาะสม
    • หลีกเลี่ยงวัสดุเป็นพิษ
    • บอกวิธีการในการกำจัดทิ้งที่เหมาะสมไว้บนฉลาก

พึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทุกผลกระทบจะต้องคูณด้วยจำนวนหน่วยที่ผลิตหรือที่ใช้ในปัจจุบัน กล่าวคือ
เครื่องใช้ไฟฟ้าหนึ่งเครื่งอาจมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าล้านเครื่อง ผลกระทบดังกล่าวต้องมีมากอย่างแน่นอน ในทำนองเดียวกัน การปรับปรุงการออกแบบ
เพียงเล็กน้อยอาจดูเหมือนไม่สำคัญจนกระทั่งได้คำนวณผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้วคูณด้วยจำนวนหน่วยการผลิตจึงจะมองเห็น

ข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อลดภาวะโลกร้อน หรือที่รู้จักกันในนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งลงนามในประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงปลายปี ค.ศ.1997 ภายใต้ข้อตกลงนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว
ส่วนใหญ่ได้ให้สัญญาว่าจะทำการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกให้เหลือเท่ากับระดับการปล่อยในปี ค.ศ.1990 และจะลดลงอีก 5% ภายในปี ค.ศ.2012

กลยุทธ์ต่างๆที่นำมาใช้ในการทำให้มีขยะบรรจุภัณฑ์น้อยที่สุด ประกอบด้วย

    • หลีกเลี่ยงส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น
    • ทำให้มีน้ำหนักเบา
    • การออกแบบเพื่อใช้ซ้ำ
    • การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล
    • การออกแบบเพื่อความสามารถในการย่อยสลายได้
Copyright ©2019 EcoShop by TopPipat. All rights reserved.